วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563
วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563
หญ้าอาหารสัตว์
ไป ใช้วิธีการปลูกด้วยท่อนพันธุ์ และให้น้ำเพียงอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง ลักษณะลำต้นไม่สูงนัก
เหมาะสำหรับเลี้ยง วัว ควาย แพะ ม้าแม้กระทั่งไก่หรือปลาก็สามารถนำไปเลี้ยงได้
หญ้ารูซี่
หญ้ากินนีสีม่วง

หญ้าอะตราตัม

หญ้าอะตราตัม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ลักษณะต้นเป็นกอ ใบกว้าง เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินทีมีความอุดมสมบุรณ์ต่ำ ดินเป็นกรด และมีน้ำขังบ้าง เหมาะสำหรับตัดให้สัตว์กิน ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 5-3.5 ตันต่อไร่ต่อปีหญ้าพลิแคทูลั่ม เป็นหญ้าอายุหลายปี ต้นตั้งเป็นกอ เจริญเติบโตได้ในดินทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ทนต่อสภาพแห้งแล้ง และน้ำท่วมขัง ปลูกด้วยเมล็ด ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 5-2.5 ตันต่อไร่ต่อปี
นรกจักพรรดิ์

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2563
เปียกสลับเเห้งแกล้งข้าว
ทำนาแห้ง เปียกสลับเเห้งแกล้งข้าว
ขั้นเตรียมดิน ปลูกพืชอินทรีย์ พืชตระกูลถั่วที่มี หรือใบไม้ที่มีโปรยให้เต็มนา
ใช้พด.1 ผสมกากน้ำตาล 4 ซองต่อไร่ ผสมในน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่น แล้วไถกลบให้ย่อยสลายประมาณ 1 เดือน
เพื่อเตรียมหวานพันธุ์ข้าว ปุ๋ยอินทรีย์จะใช้เวลา1เดือนพืชนำไปใช้ได้ดี
ขั้นเริ่มปลูก ปล่อยน้ำเข้านาแล้วหวานพันธ์ุข้าว ปล่อยน้ำออกจากนาให้แห้งประมาณ 7-10 วัน
เดือนแรก ต้นกล้า (11-35 วัน) ให้น้ำในระดับ 5 cm อย่างสม่ำเสมอ ต้นกล้าจะสูงประมาณ 20-30 cm *เลี้ยงแหนแดงช่วยตรึงไนโตเจนในดินคลุมวัชพืชได้ดี
เดือนที่2 แตกก่อ (36 ถึง 45วัน) ปล่อยน้ำในนาให้แห้ง เพื่อส่งเสริมให้รากลงลึก แข็งแรงดีป้องกันโรคและแมลง ช่วงออกดอก
*แกล้งข้าวในระยะเวลา 25วัน ทำนาให้แห้ง ช่วยข้าวให้แตกก่อ ใส่ปุ๋ยแบบแห้ง แล้วเอาน้ำใส่
เดือนที่3 ออกดอกสร้างร่วง ( 46 ถึง 90 วัน) ให้น้ำในระดับ 5 cm ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น
เร่งดอก ถ้าน้ำลดหรือแห้งให้เติมน้ำจนถึงช่วงข้าวออกรวงหรือว่าเข้าช่วงระยะเก็บเกี่ยว เอาน้ำออก
เดือนที่4 สร้างแป้งเก็บเกี่ยว (91-120วัน) ปล่อยน้ำออกให้แห้งรอการเก็บเกี่ยว
วิธีนี้จะช่วยให้เข้าได้น้ำเพียงพอตามช่วงอายุของข้าวได้ผลผลิตดี
*การดำนาในอดีต ดำนาถอนรากตัดก่อข้าว กว่าข้าวจะพื้นตัว 15วัน
หญ้าจะขึ้นทันที่ ชาวบ้านจะใช้วิธีเอาน้ำข้าว-น้ำออกป้องกันหญ้า หญ้าขึ้นน้ำเข้าท่วมหญ้า
หญ้าตายเอาน้ำออก
วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563
น้ำน้อยทำนาอย่างไรให้รอด
นำน้อยทำนาอย่างไรให้รอด
ทางออกการปลูกข้าวน้ำน้อยการพึ่งน้ำเปี๊ยกสลับแห้ง ใช้น้ำอย่างคุ้มค่าสอดคล้องกับความต้องการของข้าว
1.ขั้นเตรียมดินปลูก ปลูกพืชอินทรีย์ พืชตระกูลถั่วที่มี แล้วไถกลบนอกจากนั้นปล่อยน้ำเข้านา เพื่อเตรียมหวานพันธุ์ข้าว
2.ช่วงเริ่มปลูก เตรียมดินปลูกปล่อยน้ำเข้านาแล้วหวานพันธ์ุข้าว ปล่อยน้ำออกจากนาให้แห้งประมาณ 7-10 วัน
3.ระยะข้าว 11-35 วัน ให้น้ำในระดับ 5 cm อย่างสม่ำเสมอ
4.ช่วง36 ถึง 45 วันปล่อยน้ำในนาให้แห้ง เพื่อส่งเสริมให้รากลงลึกแข็งแรงดีป้องกันโรคและแมลงช่วงออกดอก
5.46 ถึง 90 วัน ให้น้ำในระดับ 5 cm ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นเร่งดอก ถ้าน้ำลดหรือแห้งให้เติมน้ำจนถึงช่วงข้าวโน้มรวงหรือว่าเข้าช่วงระยะเก็บเกี่ยว
6.ระยะเก็บเกี่ยว 91-120วัน ปล่อยน้ำออกให้แห้งรอการเก็บเกี่ยว
วิธีนี้จะช่วยให้เข้าได้น้ำเพียงพอตามช่วงอายุของข้าวได้ผลผลิตดีแม้ในช่วงที่มีน้ำน้อย จึงเป็นการวางแผนการใช้น้ำตั้งแต่ต้นฤดูเพื่อลดความเสี่ยงจาก
สาหร่าย
สาหร่ายพวงองุ่น สามารถนำมาบริโภคสดจิ้มกับน้ำพริกกะปิ หรือน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือจะนำมายำกับหมึกหรือกุ้ง
แหนแดงสายพันธุ์พื้นเมือง
วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2563
วิธีกำจัดลูกน้ำหรือยุงด้วยภูมิปัญญา
การเกิดลูกน้ำยุง
ในธรรมชาติยุงชอบวางไข่ น้ำนิ่ง ไม่ไหล ออกซิเจนต่ำ ทำให้เกิดเป็นลูกน้ำยุงได้ดี
อิฐมอญล้างให้สะอาด ตากแดดแล้วนำไปเผาไฟ นำไปแช่น้ำ สามารภหยุดการเจริญเติบโตของลูกน้ำยุงได้นาน 1 เดือน
- ปูนแดงนำมาปั้น ตากแดด แล้วนำไปแช่จะอยู่ได้นาน 3 เดือน
เลี้ยงปลาหางนกยุง ปลากัด ปลาสอด เลี้ยง่าย อดทน แพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว สามารถกำจัดลูกน้ำได้
- กำจัดลูกน้ำยุงลายจากผลมะพร้าว เพียงแค่ผ่าผลมะพร้าวและโยนลงบ่อ 2-3 ลูก ก็สามารถควบคุมปริมาณยุงได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์อื่นๆ ในบ่อ
วิธีทางเคมีกำจัดลูกน้ำยุง
- ผงซักฟอกโรยลงไปในภาชนะขังน้ำที่ไม่สามารถคว่ำได้ เช่น จานรองขาตู้กันมด แจกัน ศาลพระภูมิ ในอัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำขัง 2 ลิตร
- ผงซักฟอกหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดแชมพู น้ำยาล้างจาน สบู่เหลว ในอัตราส่วน 1 ส่วน ต่อน้ำ 4 ส่วน ค่อย ๆ คนอย่าให้เกิดฟอง ใส่ในกระบอกฉีดพรมผ้า ฉีดไปยังตัวยุงโดยตรงหรือฉีดไปตามที่มืดหรือมุมอับที่เห็นกลุ่มยุงไปเกาะพักอยู่ เช่น ตามมุมในห้องน้ำ ราวแขวนเสื้อผ้า
- เกลือแกง หรือน้ำสมสายชู
- ทรายกำจัดลูกน้ำ ทรายอะเบท

- แบคทีเรียกำจัดลูกน้ำยุงชนิด Bacillus thuringiensis var. israelensis (Bti) และ Bacillus sphaericus (Bsph)
ผักบุ้งน้ำ ผักบุ้งลอยคลองเก็บสดขายได้ตลอดทั้งปี
ผักบุ้งน้ำ เก็บสดขายได้ตลอดทั้งปี
ผักบุ้ง นำไปปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด
ผักบุ้ง อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ผักบุ้ง เป็นพืชที่ปลูกดูแลง่าย
ผักบุ้ง เป็นพืชที่ชอบน้ำมากเป็นพิเศษ

ผักบุ้งลอยคลอง
ไม่ต้องลงทุนมาก ปลูก 40 กอ เก็บขายได้ทั้งปี โดยทั่วไป เกษตรกรนิยมปลูกผักบุ้งพันธุ์ไต้หวัน ปลูกให้อยู่กับน้ำ เรียกเอาเองว่า ผักบุ้งลอยคลอง มานานกว่า 10 ปีแล้ว การปลูกไม่ยุ่งยากหรอกครับ นำเถาผักบุ้ง ประมาณ 1 กอ จำนวนไม่ต้องมากนัก ปักกับไม้ไว้ให้อยู่กับที่ กันไว้ไม่ให้ลอยไปไหน

ทำเช่นเดียวกันทุกกอ แล้วใช้แต่ปุ๋ยชีวภาพเท่านั้น ฉีดอาทิตย์ละครั้ง ให้ทางใบและลำต้น ปลอดสารพิษ เพื่อให้เกิดยอดมากๆ ราวๆ 1-2 เดือน ผักบุ้งจะแตกตัวออกด้านข้าง จะเป็นกอใหญ่ขึ้นๆ ก็เริ่มเก็บได้แล้ว
หากปลูกไว้ราวๆ 40 กอ สามารถเก็บได้ทั้งปีที่ลูกค้าต้องการ ปลูกในคลองน้ำไหลผ่านเสมอ จะทำให้ผักบุ้งทั้งต้นทั้งยอดอวบอ้วน ผิวใสสวยเป็นที่ต้องการของตลาดมากครับ ศัตรูหรือครับก็มี แค่หนอนเชอรี่ที่ชอบมาแทะ สามารถกำจัดโดยเก็บไปทำอาหาร แต่ละครั้งก็สบายท้องไปเลย เพราะเนื้อของมันแน่น หวานมันดี เอามาทำเมนูได้หลายอย่าง

ผักบุ้ง โดยทั่วไปจะมี 2 ประเภท
คือผักบุ้งไทย กับผักบุ้งจีน แต่ที่นิยมรับประทานกันแพร่หลายก็ต้องเป็นผักบุ้งจีน
หากเป็นสายพันธุ์ไต้หวันที่นำมาปลูกในน้ำ ลำต้นจะอวบ สีเขียวสดใส
ผักบุ้ง มีรากเป็นรากแก้วเป็นแขนงแตกออกด้านข้างของรากแก้วและสามารถแตกรากฝอยออกจากข้อของลำต้นได้ด้วย หรือมักจะแตกออกตามโคนเถา นำมาประกอบอาหารได้หลายๆ เมนูเยอะมากตามต้องการ โดยเฉพาะใส่ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ หรือแค่นำมาผัดไฟแดงก็ถือว่าสุดยอดแล้ว เพราะลำต้นจะกรอบอร่อย มีคุณค่าทางอาหารที่เชื่อกันว่าบำรุงสายตา
การปลูกผักบุ้ง สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ เกษตรกรบางรายสามารถใช้หนี้ได้จนหมด จึงถือได้ว่าผักบุ้งลอยคลองทำให้หนีจนได้จริงนะครับ
ที่มา
www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_110776
www.educazones.blogspot.com
วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
เลี้ยงหอย รายได้3-4หมื่นบาท
รายได้ดี 3-4 หมื่นบาท
สถานที่
สามารถเลี้ยงบ่อซีเมนต์ หรือบ่อดิน แสงแดดไม่ร้อนเกินไป ให้ปรับสภาพบ่อก่อนที่จะเลี้ยงหอย
พื้นบ่อควรมีดิน 1-2 นิ้ว เติมน้ำมีความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร
บ่อซีเมนต์ เป็นโรคน้อยกว่าบ่อดิน
อาหารของหอย
หอยจะกินอาหารตอนกลางคืน พืชพวกจอกแหน พืชน้ำ ตะไคร้น้ำ อาหารปลาดุก ข้าวเหนียวบด หรือประเภทผักตำลึง แตงกวา ใบหม่อน ผักกาดขาว ให้สลับกันไป ไม่ควรให้อาหารมากเกินไป น้ำอาจเน่าเสียได้

น้ำในบ่อ
ควรเลี้ยงหอยด้วยน้ำสะอาด ไม่สกปรก หรือน้ำขุ่น หอยจะไม่กินอาหาร 3 วัน เปลี่ยนน้ำเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือสังเกตดูน้ำเน่าเสียแล้วถึงเปลี่ยนน้ำ น้ำเน่าเสียทำให้เกิดโรคได้
อาจปล่อยปลาหางนกยูง ช่วยกินลูกน้ำไม่ให้หอยเป็นโรคได้

การขยายพันธ์ู
พ่อแม่พันธ์ุหอย จะออกลูกประมาณ 30-50 ตัวเพศ หอยจะมีผู้เพศผู้เพศเมียอยู่ในตัวเดียวกัน ผสมพันธ์ุในตนเองได้
การจำหน่าย
หอยอายุ1เดือน(ตัว)
หอยอายุ3เดือน(ตัว)
พ่อพันธุ์แม่พันธุ์(ตัว)
จำหน่ายพร้อมรับประทาน(กิโลกรัม)
ศึกษาเรียนรู้การเลี้ยงหอยเพิ่มเติ่ม......
หอยโข่งและหอยปัง
หอยโข่งและหอยปัง ชาวบ้านหาได้ก็นำไปทำอาหารหลายอย่าง พูดได้ว่ามีเท่าไรขายได้หมด และมีความต้องการตลาดสูงมากเพราะรสชาติของมันหวานนั้นเองครับ
หอยโข่งและหอยปังถือว่าเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจตัวใหม่2017ก็ว่าได้ เลี้ยงง่าย โตไว เลี้ยงได้หลายรูปแบบ ครั้งหน้าจะมาเราต่อเลี้ยงการเพาะเลี้ยงในรูปแบบต่างครับ ตอนนี้เรามาดูหอยกันก่อนว่าดูยังไร ว่าเป็นหอยโข่ง หอยปัง หอยเชอรี่ ผมได้ทำภาพประกอบอธิบายไว้แล้ว


เลี้ยงหอยปัง รายได้ครึ่งแสน
เลี้ยงจิ้งหรีด รายได้ดีหลักหมื่นต่อเดือน
เลี้ยงจิ้งหรีดรายได้ดีหลักหมื่นต่อเดือน
เลี้ยงตามลำดับขั้นตอนดังนี้
โรงเรือน บ่อปูน บ่อพสาติก วงท่อ กล่องลัง
อาหาร อาหารสำเร็จรูป ผัก ผักบุ้ง ฝักทอง ต้นกล้วย
ศัตรู มด หนู จิ้งจก การตาย อากาศร้อน โรคท้องร่วง
ระยะเวลา 6 สัปดาห์
การฝักไข่และอบ (1-10วัน)
1.นำขุยมะพร้าวหมาดๆ รองไข่11-2วัน นำไปเตรียมพักตัวอีก 7-10วัน ไม่ให้ขุยมะพร้าวแห้งเกินไประหว่างพักไข่
2.ทำความสะอาดบ่อ ล้างบ่อฆ่าเชื้อพร้อมใช้เลี้ยง
3.ถ้าเป็นบ่อพาสติก รองก้นบ่อขาตู้กันมดเข้าบ่อแล้วนำแผงไข่ที่อบแล้วไปวางในบ่อ
ขนาดเล็ก (7-20วัน )
5.ออกไข่ดูแลอย่างดี พ่นน้ำ กาบกล้วยช่วยให้น้ำ
6.พ่นน้ำบริเวณขอบบ่อ เช้า กลางวัน เย็น ให้เป็นระยะครบ20วัน
7.ครบเปลี่ยนเป็นท่อน้ำ และเป็นถาดอาหาร ให้อาหารผงละเอียด
6.โรยอาหารผงบางๆบนแผงไข่ไม่ 1-2 กำมือ ให้ทั่ว2-3วันโรยที ในช่วง20วัน
ขนาดกลาง (20-45วัน)
7.ให้อาหารสำเร็จ ปันหมาดเปี๊ยก ให้จิ้งหรีดจะกินได้ดี กว่าแห้ง
8.เสริมพืชใบไม้. เพื่อการเจริญเติบโตดีสัปดาห์ละ2ครั้ง ออกปี30% ให้ฝักทอง
9.เก็บรองไข่จิ้งหรีด 1 สัปดาห์ก่อนจับจิ้งหรีดไปขาย จิ้งหรีดจะมีไข่เต็มทองและให้ฝักทองอย่างน้อย 1-2วัน

ขายจิ้งหรีด ไข่จิ้งหรีด อาหารถุง แปรรูปจิ้งหรีด
เลี้ยงจิ้งหรีดรายได้ดี
เลี้ยงจิ้งหรีดรายได้ดี
เป็นแมลงที่มีลักษณะปากเป็นแบบปากกัด มีตารวมหนวดยาวขาคู่หลังมีขนาดใหญ่และแข็งแรง เพศเมียปีกเรียวและมีอวัยวะวางไข่ยาวแหลมคล้ายเข็มยื่นออกมาจากส่วนท้อง เพศผู้มีปีกคู่หน้าย่นสามารถทำเสียงได้ จิ้งหรีดจัดเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่พบได้ในทุกภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะเขตร้อนอย่างประเทศไทย จิ้งหรีดมักกัดกินต้นกล้าของพืช ใบพืช ส่วนที่อ่อนๆ เป็นอาหาร จิ้งหรีดมีหลายชนิด หลายขนาดแตกต่างกันไปตามพฤติกรรมลักษณะพิเศษของจิ้งหรีดที่แตกต่างจากแมลงชนิดอื่นอย่างโดดเด่นและสังเกตได้ง่ายคือ การส่งเสียงร้องและการผสมพันธุ์ที่เพศเมียจะคร่อมบนเพศผู้เสมอ

ปัจจุบันคนนิยมบริโภคจิ้งหรีดเป็นอาหาร เพราะมีโปรตีนสูง ปลอดสารพิษ ในธรรมชาติจะหาจิ้งหรีดมาเพื่อบริโภคได้ไม่มากนัก บางฤดูมีมาก บางฤดูแทบจะหาไม่ได้เลย เช่นฤดูหนาว จิ้งหรีดจะขนายพันธุ์ช้า หากมีการจัดการที่ดี จะมีจิ้งหรีดไว้บริโภคหรือจำหน่ายได้ตลอด
ชนิดของจิ้งหรีด
จิ้งหรีดที่พบในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มี 5 ชนิด
1. จิ้งหรีดดำ ลำตัวกล้างประมาณ 0.70 ซม. ยาวประมาณ 3 ซม. ตามะรรมชาติมี 3 สี คือ สีดำ สีทอง สีอำพัน โดยลักษณะที่เด่นชัดคือ จะมีจุสีเหลืองที่โคนปีก 2 จุด
2. จิ้งหรีดทองแดง ลำตัวกว้างประมาณ 0.60 ซม. ยาวประมาณ 3 ซม. มีลำตัวสีน้ำตาล เพศผู้มีสีเข้มกว่าเพศเมีย ส่วนหัวเหนือขอบตารวมต้านบนแต่ละด้านมีแถบสีเหลือ มองดูคล้ายหมวกแก๊ป มีความว่องไวมาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกจิ้งหรีดนี้เป็นภาษาถิ่นว่า จินาย อิเจ๊ก จิ้งหรีดม้า เป็นต้น
3. จิ้งหรีดเล็ก มี ขนาดเล็กที่สุด สีน้ำตาล บางท้องที่เรียกว่า จิลอ จิ้งหรีดผี หรือ แอ้ด เป็นต้น ลักษณะคล้ายจิ้งหรีดพันธุ์ทอดแดง แต่มีขนาดเล็กกว่า โดยขนาดประมาณหนี่งในสามของจิ้งหรีดพันธุ์ทองแดง
4. จิ้งโก่ง เป็นจิ้งหรีดขนาดใหญ่ สีน้ำตาล ลำตัวกว้างประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 3.50 ซม. ชอบอยู่ในรูลึก โดยจะขุดดินสร้างรังอาศัยได้เอง และพฤติกรรมชอบอพยพย้ายที่อยู่เสมอ มีชื่อเรกแตกต่างกันไป เช่น จิโปม จิ้งกุ่ง เป็นต้น
5. จิ้งหรีดทองแดงลาย มี 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีปีกครี่งตัว และชนอดที่มีปีกยาวเหมือนจิ้งหรีดทั่วไป ตัวเต็มวัยสีน้ำตาลเข้ม ลำตัวกว้างประมาณ 0.53 ซม. ยาวประมาณ 2.05 ซม. ตัวเต็มวัยเหมือนพันธุ์ทองดแดงแต่เล็กกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง
ประโยชน์การเลี้ยงจิ้งหรีด
1. เป็นทางเลือกหนึ่งในการประกอบอาชีพ
2. เพื่อส่งเสริมให้มีอาหารปลดสารพิษไว้บริโภค
3. เป็นกิจกรรมยามว่าง ส่งเสริมสุขาพจิต โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ
4. เป็นอาหารสัตว์ เช่น ไก่ กบ เป็น ปลา และอื่น ๆ
5. ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง (จิ้งหรีดกระป๋อง)
6. เพื่อการกีฬา เช่น ใช้เป็นเหยื่อตกปลา
ชีววิทยาของจิ้งหรีด
จิ้งหรีดพันธุ์ทองแดงลาย รูปร่างลักษณะเป็นจิ้งหรีดขนาดเล็ก ตัวเต็มวัยสีน้ำตาลเข้มลำตัวกล้างงบประมาณ 0.53 ซม. ยาวประมาณ 2.05 ซม. ตัวเต็มวัยเหมือนพันธุ์ทอดงแดงลายแต่เล็กกว่า ประมาณครึ่งหนึ่ง ลักษณะนิสัย กินอาหารเก่ง โตไว ไม่ชอบบินเดินนุ่มนวลน่ารัก
วงจรชีวิต
ไข่ มี สีขาวนวล ลักษณะเรียวยาวคล้ายเม็ดข้าวสาร ไข่เมื่อฟักนาน ๆ จะมีสีเหลือ และดำ ก่อนจะฟักออกเป็นตัวอ่อน ใช้เวลาประมาณ 13 -14 วัน ถ้าเป็นฤดูหนาวประมาณ 20 วัน ตัวอ่อน ฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ มีสีครีมต่อมาเปลี่ยนเป็นสีดำและมีลายม่วง มีการลอกคราบ7 ครั้ง ระยะตัวอ่อนประมาณ 40 วัน ตัวเต็มวัย อายุ 40 วันขึ้นไป มีสีน้ำตาลเข้ม ตัวเล็กกว่าพันธุ์ทองแดง

ความแตกต่างของเพศผู้และเพศเมีย
เพศผู้ ปีกคู่หน้าย่น สามารถทำให้เกิดเสียงได้ โดยใช้ปีกคู่หน้าถูกัน เสียงที่จิ้งหรีดทำขึ้นเป็นการสื่อสารที่มีความหมายของจิ้งหรีดเพศเมีย ปีกคู่หน้าเรียบ และมีอวัยวะวางไข่ยาวแหลม คล้ายเข็มยาวประมาณ 1.50 ซม. การทำเสียงของเพศผู้ เกิดจากการใช้ปีกคู่หน้าถูหรือสีกัด ปกติปีกจะทัยกันเหนือลำตัวเพศผู้ปีกขวาจะทับปีกซ้าย ส่วนเพศเมียปีกซ้ายจะทัยปีกขวา เวลาร้องจะยกปีกคู่หน้าขึ้นใช้ขอบของโคนปีกซ้ายูหรือสีกับฟันซี่เล็ก ๆ ที่เรียงกันเป็นแถวที่โคนด้านในของปีกขวาพร้อม ๆ กับการโยกตัว เสียงร้องจะบ่งบอกถึงพฤติกรรมของจิ้งหรีดในขณะนั้น เช่น
ลักษณะ
แสดงพฤติกรรม
1. กริก…กริก…กริก…นานๆ อยู่โดนเดี่ยว ต้องการหาคู่ หรือหลงบ้านบางครั้งพเนจรร้องไปเรื่อย ๆ
2. กริก…กริก…กริก..เบา ๆ และถี่ ติดต่อกัน ต้องการผสมพันธุ์ ตัวผู้จะท้ายหลังเข้าหาตัวเมีย เพื่อขึ้นคร่อมรับการผสมพันธุ์
3. กริก…กริก…กริก..ยาวดัง ๆ 2 – 3 ครั้ง โกรธ หรือแย่งความเป็นเจ้าของ
4. กริก…กริก..กริก..ลากเสียงยาว ๆ ประกาศอาณาเขต หาที่อยู่ได้แล้ว
การผสมพันธุ์
เมื่อลอกคราบเป็นตัวเต็ววัยประมาณ 3-4 วัน ก็จะเริ่มผสมพันธุ์ ตัวผู้จะส่งเสียงเรียกหาตัวเมีย ตอนแรกจะส่งเสียงเรียกหาตัวเมีย ตอนแรกจะส่งเสียงดังและร้องเป็นช่วงยาว ๆ เพื่อให้ตัวเมียเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ จิ้งหรีดจะอาศัยเสียงร้องเท่านั้น จึงจะเห็นเพศตรงข้าม เนื่องจากสายตาไม่ดี หนวดรับการสัมผัสไม่ค่อยดี จะสังเกตได้ เมื่อตัวเมียเกาะอยู่นิ่ง ๆ ตัวผุ้จะเดินผ่านไปทั้ง ๆ ตัวเมียอยู่ใกล้ เมื่อพบตัวเมียแล้วเสียงร้องจะเบาลงเป็นจังหวะสั้น ๆ กริก..กริก..กริก.. ถอยหลังเข้าหาตัวเมีย เพื่อให้ตัวเมียขึ้นคร่อมรับการผสมพันธุ์ ใช้เวลาประมาณ10 – 15 นาที โดยตัวผู้จะยื่นอวัยวะเพศแทงไปที่อวัยวะเพศเมีย แล้วปล่อยถุงน้ำเชื้อมีลักษณะปลายเป็นลูกศรออกไปติดที่อวัยวะเพศเมีย หลังจากนั้น ถูงนำเชื้อจะฝ่อลง ตัวเมียจะใช้ขาเขี่ยถุงน้ำเชื้อทิ้งไป
การวางไข่
หลังากผสมพันธุ์แล้ว 3- 4 วัน ตัวเมียจะเริ่มวางไข่โดยใช้อวัยวะที่ยาวแหลมคล้ายเข็มความยาวประมาณ 1.50 ซม. แทงลงไปในดินลึก 1-1.50 ซม. และวางไข่เป็นกล่ม ๆ ละ3 – 4 ฟอง ตัวเมีย 1 ตัว จะวางไข่ได้ประมาณ 1,000 – 1,200 ฟอง ปริมาณไข่สูงสุดช่วงวันที่ 15 -16 นับจากการผสมพันธุ์ จากนั้นไข่จะลดลงเรื่อย ๆ จนหมดอายุขัย
วัสดุ อุปกรณ์การเลี้ยงจิ้งหรีด
1. บ่อจิ้งหรีด วัสดุที่จะนำมาเป็นสถานที่เพาะเลี้ยง เช่น บ่อซีเมนต์ กะละมัง ปิ๊ป โอ่ง ถังน้ำ เป็นต้น
2. เทปกาวใช้ติดรอบในด้านบนเพื่อป้องกันไม่ให้จิ้งหรีดออกนอกบ่อ ใช้พลาสติกกว้างประมาณ 5 ซม. ให้ยาวเท่าเส้นขอบวง
3. ยางรัดปากวง ใช้ยางในรถจักรยานยนต์ ตัดให้มีขนาดกว้างน้อยกว่าขอบวงด้านนอกเพื่อความสะดวกเมื่อเวลายืดรัดตาข่ายกับขอบวง
4. ตาข่ายไนล่อนสีเขียว เป็นตาข่ายสำหรับปิดปากบ่อจิ้งหรีดป้องกันการบินหนีของจิ้งหรีดและป้องกันศัตรูเข้าทำลายจิ้งหรีดตัดให้มีขนาดใหญ่กว่าบ่อจิ้งหรีดเล็กน้อย
5.วัสดุรองพื้นบ่อ ใช้แกลบใหม่ๆ รองพื้นหนาประมาณ 1 ฝ่ามือ
6.ที่หลบภัย ใช้เป็นที่หลบซ่อนตัว อาศัยอยู่ เช่น ถาดไข่ชนิดที่เป็นกระดาษ ไม้ไผ่ตัดเป็นท่อนๆ เข่งปลาทู
7. ถาดให้อาหาร ควรเป็นถาดที่ไม่ลึกมาก เพื่อให้จิ้งหรีดได้กินอาหารได้สะดวก
8. ภาชนะให้น้ำ ใช้ที่ให้น้ำสำหรับลูกไก่และต้องมีหินวางไว้สำหรับให้จิ้งหรีดเกาะได้ไม่ตกน้ำ
9. ถาดไข่ สำหรับใช้เป็นที่วางไข่โดยใช้ขันอาบน้ำทั่ว ๆ ไป วัสดุที่ใส่ ใช้ขี้เถ้าแกลบดำ รดน้ำให้ชุ่ม
การจัดการ
1. สถานที่เลี้ยง ต้องป้องกันแสงแดดและฝนได้ อากาศถ่ายเทได้สะดวก เช่น โรงเรือนเลี้ยง ใต้ถุนบ้าน ชายคา บ้าน เป็นต้น
2. พ่อแม่พันธุ์จิ้งหรีด ได้จากจิ้งหรีดตัวเต็มวัยที่ผสมพันธุ์แล้ว โดยไม่ต้องคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ ใน 1 บ่อ มี ประมาณ 8,000 ตัว
3. การขยายพันธุ์ วางถาดไข่สำหรับวางไข่ 4-6 อัน ย้ายถาดไข่ออกวางถาดไข่อันใหม่อีก 4-6 อัน จะได้จิ้งหรีด ที่เป็นรุ่นเดียวกัน ใน 1 บ่อ สามารถวางถาดไข่ได้ 2-3 ครั้ง
4. การให้น้ำให้ดูขวดที่ใส่น้ำถ้าแห้งให้เติมใหม่ ถ้าสกปรกให้ล้างออก หรือใช้ต้นกล้วยดิบตัดเป็นท่อนๆ แตงกวา ชนิดต่างๆ เช่น แตงกวา แตงโม น้ำเต้า ให้จิ่งหรีดดูดกินน้ำ เมื่อตัวเล็กๆ
5. การให้อาหาร อาหารหลักได้แก่ผักชนิดต่างๆ เช่นผักกาด กะหล่ำ หญ้า มะละกอ อาหารรองใช้อาหารไก่เล็ก ผสมกับแกลบอ่อน อัตรา 1: 1 เมื่อจิ้งหรีดอายุ 40-50 วัน พร้อมที่จะนำมาบริโภคและจำหน่ายต่อไป
6. เมื่อจับจิ้งหรีดในบ่อแล้ว ให้ทำความสะอาดบ่อเลี้ยงโดยการเก็บวัสดุรองพื้นบ่อออกให้หมด ส่วนขวดน้ำ ถาดอาหาร ถาดไข่ ที่หลบภัย ทำความสะอาดสามารถนำมาใช้ได้อีกค่าตอบแทน
โรคและศัพตรูของจิ้งหรีด
จิ้งหรีดเป็นแมลงที่ไม่ค่อยมีโรคและศัตรูรบกวนมากนัก ควรป้องกันไว้ก่อนดีกว่าการกำจัด ซึ่งจะเป็ฯอันตราต่อจิ้งหรีดและผู้บรืโภคโรคทางเดินอาหาร เกิดจากจิ้งหรีดได้รับอาหารที่ไม่สะอาด เกิดเชื้อรา วิธีป้องกัน คือ การให้อาหารที่มีจำนวนพอเหมาะกับจำนวนจิ้งหรีดเมื่อเก็บผลผลิตหมดแล้วควรทำ ความสะอาดบ่อก่อนนำจิ้งหรีดรุ่นใหม่มาเลี้ยงสัตว์ศัตรู เช่น มด จิ้งจก ไร แมงมุน ป้องกันโดยโช้ตาข่ายคลุมให้มิดชิด
ต้นทุน การเลี้ยง 1 บ่อ ไม่รวมอุปกรณ์การเลี้ยง
– ค่าอาหารไก่ 3 กก. ละ 16 บาท รำอ่อน 3 กก. ๆละ 8 บาท รวม 72 บาท
– ค่าแรงในการจัดการเลี้ยง 100 บ่อ แต่ละรุ่นใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 2 เดือน คิดเฉลี่ยทำงานวันละ 1 ชม. = 7.5 วัน คิดเป็นเงิน 9.75 บาท
– ค่าพันธุ์จิ้งหรีด 120 บาท รวมบ่อละ 201.75 บาท
รายได้ จิ้งหรีด 1 บ่อ จะได้ประมาณ 2-3 กก. ๆละ 150-200 บาท รวมบ่อละ 300-600 บาทถาดไข่ 4 อันๆละ 60 บาท รวม 240 บาท รายได้ 1 บ่อ ประมาณ 338.25-638.25 บาท


























