วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ผักบุ้งน้ำ ผักบุ้งลอยคลองเก็บสดขายได้ตลอดทั้งปี

ผักบุ้งน้ำ ผักบุ้งลอยคลอง

ผักบุ้งน้ำ เก็บสดขายได้ตลอดทั้งปี


ผักบุ้ง  นำไปปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด 
ผักบุ้ง  อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย



ผักบุ้ง   เป็นพืชที่ปลูกดูแลง่าย
ผักบุ้ง  เติบโตอยู่เหนือน้ำ หรือในที่ที่มีความแฉะ 
ผักบุ้ง  เป็นพืชที่ชอบน้ำมากเป็นพิเศษ 





ผักบุ้งลอยคลอง
    ไม่ต้องลงทุนมาก ปลูก 40 กอ เก็บขายได้ทั้งปี  โดยทั่วไป เกษตรกรนิยมปลูกผักบุ้งพันธุ์ไต้หวัน ปลูกให้อยู่กับน้ำ เรียกเอาเองว่า ผักบุ้งลอยคลอง มานานกว่า 10 ปีแล้ว การปลูกไม่ยุ่งยากหรอกครับ นำเถาผักบุ้ง ประมาณ 1 กอ จำนวนไม่ต้องมากนัก ปักกับไม้ไว้ให้อยู่กับที่ กันไว้ไม่ให้ลอยไปไหน



ทำเช่นเดียวกันทุกกอ แล้วใช้แต่ปุ๋ยชีวภาพเท่านั้น ฉีดอาทิตย์ละครั้ง ให้ทางใบและลำต้น ปลอดสารพิษ เพื่อให้เกิดยอดมากๆ ราวๆ 1-2 เดือน ผักบุ้งจะแตกตัวออกด้านข้าง จะเป็นกอใหญ่ขึ้นๆ ก็เริ่มเก็บได้แล้ว
หากปลูกไว้ราวๆ 40 กอ สามารถเก็บได้ทั้งปีที่ลูกค้าต้องการ ปลูกในคลองน้ำไหลผ่านเสมอ จะทำให้ผักบุ้งทั้งต้นทั้งยอดอวบอ้วน ผิวใสสวยเป็นที่ต้องการของตลาดมากครับ ศัตรูหรือครับก็มี แค่หนอนเชอรี่ที่ชอบมาแทะ สามารถกำจัดโดยเก็บไปทำอาหาร แต่ละครั้งก็สบายท้องไปเลย เพราะเนื้อของมันแน่น หวานมันดี เอามาทำเมนูได้หลายอย่าง





ผักบุ้ง โดยทั่วไปจะมี 2 ประเภท
      คือผักบุ้งไทย กับผักบุ้งจีน แต่ที่นิยมรับประทานกันแพร่หลายก็ต้องเป็นผักบุ้งจีน 
หากเป็นสายพันธุ์ไต้หวันที่นำมาปลูกในน้ำ ลำต้นจะอวบ สีเขียวสดใส
ผักบุ้ง มีรากเป็นรากแก้วเป็นแขนงแตกออกด้านข้างของรากแก้วและสามารถแตกรากฝอยออกจากข้อของลำต้นได้ด้วย หรือมักจะแตกออกตามโคนเถา นำมาประกอบอาหารได้หลายๆ เมนูเยอะมากตามต้องการ โดยเฉพาะใส่ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ หรือแค่นำมาผัดไฟแดงก็ถือว่าสุดยอดแล้ว เพราะลำต้นจะกรอบอร่อย มีคุณค่าทางอาหารที่เชื่อกันว่าบำรุงสายตา

       การปลูกผักบุ้ง สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ เกษตรกรบางรายสามารถใช้หนี้ได้จนหมด   จึงถือได้ว่าผักบุ้งลอยคลองทำให้หนีจนได้จริงนะครับ


ที่มา
www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_110776
www.educazones.blogspot.com

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

เลี้ยงหอย รายได้3-4หมื่นบาท

เลี้ยงหอยขม หอยปัง หอยโข่ง
รายได้ดี 3-4 หมื่นบาท

สถานที่
สามารถเลี้ยงบ่อซีเมนต์ หรือบ่อดิน แสงแดดไม่ร้อนเกินไป ให้ปรับสภาพบ่อก่อนที่จะเลี้ยงหอย
พื้นบ่อควรมีดิน 1-2 นิ้ว เติมน้ำมีความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร

บ่อซีเมนต์ เป็นโรคน้อยกว่าบ่อดิน
อาหารของหอย
หอยจะกินอาหารตอนกลางคืน พืชพวกจอกแหน พืชน้ำ ตะไคร้น้ำ อาหารปลาดุก ข้าวเหนียวบด หรือประเภทผักตำลึง แตงกวา ใบหม่อน ผักกาดขาว ให้สลับกันไป ไม่ควรให้อาหารมากเกินไป น้ำอาจเน่าเสียได้


น้ำในบ่อ
ควรเลี้ยงหอยด้วยน้ำสะอาด ไม่สกปรก หรือน้ำขุ่น หอยจะไม่กินอาหาร 3 วัน เปลี่ยนน้ำเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือสังเกตดูน้ำเน่าเสียแล้วถึงเปลี่ยนน้ำ น้ำเน่าเสียทำให้เกิดโรคได้
อาจปล่อยปลาหางนกยูง ช่วยกินลูกน้ำไม่ให้หอยเป็นโรคได้
ระยะเวลาการเลี้ยง
หอยที่เลี้ยงอายุ 3 เดือนหอยเริ่มออกลูกและเริ่มแพร่แล้วแยกบ่อ ให้นำพ่อแม่พันธ์ุออกมา แล้วเลี้ยงอีกต่อ 2 เดือน ก็สามารถนำหอยไปขายได้


การขยายพันธ์ู
พ่อแม่พันธ์ุหอย จะออกลูกประมาณ 30-50 ตัวเพศ หอยจะมีผู้เพศผู้เพศเมียอยู่ในตัวเดียวกัน ผสมพันธ์ุในตนเองได้

การจำหน่าย
หอยอายุ1เดือน(ตัว)
หอยอายุ3เดือน(ตัว)
พ่อพันธุ์แม่พันธุ์(ตัว)
จำหน่ายพร้อมรับประทาน(กิโลกรัม)

ศึกษาเรียนรู้การเลี้ยงหอยเพิ่มเติ่ม......



หอยโข่งและหอยปัง

หอยโข่งและหอยปัง

ปัจจุบันหอยโข่งและหอยปังในประเทศไทยเหลือน้อยลงและใกล้สูญพันธ์ หอยโข่งและหอยปังยังเป็นอาหารแสนอร่อยของคนไทย โดยเฉพาะทางอีสาน
    หอยโข่งและหอยปัง ชาวบ้านหาได้ก็นำไปทำอาหารหลายอย่าง พูดได้ว่ามีเท่าไรขายได้หมด และมีความต้องการตลาดสูงมากเพราะรสชาติของมันหวานนั้นเองครับ
    หอยโข่งและหอยปังถือว่าเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจตัวใหม่2017ก็ว่าได้ เลี้ยงง่าย โตไว เลี้ยงได้หลายรูปแบบ ครั้งหน้าจะมาเราต่อเลี้ยงการเพาะเลี้ยงในรูปแบบต่างครับ ตอนนี้เรามาดูหอยกันก่อนว่าดูยังไร ว่าเป็นหอยโข่ง หอยปัง หอยเชอรี่ ผมได้ทำภาพประกอบอธิบายไว้แล้ว



ที่มา http://hoikhlonghoipang.blogspot.com/2017/05/blog-post.html



เลี้ยงหอยปัง รายได้ครึ่งแสน

เลี้ยงหอยปัง รายได้ครึ่งแสน
หอยปัง คือ
หอยปัง มีลักษณะภายนอกเหมือนหอยโข่งและหอยเชอรี่ แต่มีเนื้อที่นุ่มกว่า คนจึงนิยมนำหอยปังมาทำก้อยหอยอันแสนอร่อย (ซึ่งขอแนะนำว่าให้ต้มหอยให้สุกก่อนจะนำมาทำก้อยหอย) โดยหอยปังมีกลิ่นคาวน้อยกว่าหอยโข่งและหอยเชอรี่ซึ่งหอยปังในปัจจุบันนับว่าหาได้ยากต่างจากสมัยก่อนที่หาได้ง่ายตามท้องไร่ท้องนา ไข่ของหอยปังจะเป็นลูกกลมๆขนาดเล็กสีขาวเกาะกันเป็นกลุ่มบนต้นข้าวหรือกอหญ้า และในเวลาที่น้ำลดจะชอบหลบซ่อนอยู่ใต้ดิน
17
ภาพจาก bit.ly/2PU1yLQ

 ปัจจุบันหอยปังกลายเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่กำลังมาแรงมาก ทั้งนี้การเลี้ยงหอยปัง สามารถทำควบคู่กับงานประจำได้ จึงเป็นทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริมที่ดีอย่างยิ่ง ความแตกต่างระหว่าง หอยปัง กับหอยโข่ง และหอยเชอรี่ หอยปัง 
16

13

12

ภาพจาก bit.ly/2LZVCzV 

รูปทรงเหมือนไข่ได้รูปทรงและก้นแหลม สีเขียวหรือสีเขียวอมน้ำตาล ขอบปากบาง เปลือกด้านในขอบปากมีสีส้ม ปากบริเวณฝาปิดเขียวคล้ายลูกมะม่วง เวลาหอยปิดปากเกือบเสมอเปลือก ขดหอยมี 4 รอบ หอยโข่ง 
14
ภาพจาก bit.ly/2RVCxmf 

รูปทรงกลมป้อมและยอดเตี้ยหรือเกือบแบนราบ สีเขียวอมน้ำตาล สีเดียวหรือมีลายสีเขียว หรือลายสีเหลืองพาดรอบเปลือก ขอบปากบาง เปลือกด้านในขอบปากมีสีขาวหรือเหลืองปนส้ม ขดหอยมี 3 รอบ หอยเชอรี่ รูปทรงป้อมและยอดเตี้ย สีเหลืองน้ำตาลหรือน้ำตาล ขอบปากหนา ปากบริเวณฝาปิดกว้างเวลาหอยปิดปากจะลึกลงไปในเปลือก (ตัวผู้) ขดหอยมี 3 รอบ ตรงแกนหมุนระหว่างปากจะมีรู วิธีการเลี้ยง “หอยปัง” 

11
ภาพจาก bit.ly/2RWeT9i 

เริ่มจากนำวงบ่อซีเมนต์มาแล้วให้แช่ด้วยต้นกล้วยทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ จากนั้นล้างออกใช้แปรงถูจนสะอาด แล้วเปิดน้ำลงไปประมาณครึ่งบ่อ ใส่เกลือลงไป 1 ช้อนชา เพื่อปรับค่าของน้ำให้เป็นกลาง ใส่แร่ธาตุรวมลงไป 1 ช้อนโต๊ะ เพราะปกติในดินจะมีแร่ธาตุธรรมชาติแต่ในบ่อปูนจะไม่มี จึงต้องซื้อธาตุรวมใส่ให้ด้วย ทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน ซึ่งการใส่แร่ธาตุจะช่วยให้หอยปังตัวใหญ่สมบูรณ์ จากนั้นใส่จอก แหน ผักบุ้งลงไป โดยอย่าลืมใส่ดินลงไปในกระถางเก่าๆ กระถางแตกก็ได้ แล้วเอาไปวางไว้ในบ่อเพื่อให้หอยปังขึ้นมาวางไข่ รอจนบ่อที่เตรียมไว้พร้อมใส่หอยปังลงไปประมาณ 20 ตัว/วงบ่อ โดยพันธุ์ของหอยปังอาจหาเก็บได้จากท้องไร่ท้องนาในธรรมชาติหรือจะเลือกซื้อพันธุ์จากที่มีคนเพาะขายก็ได้ ควรเปลี่ยนน้ำเดือนละ 1 ครั้งจากนั้นฉีดน้ำไล่ดิน ของเสียต่างๆ ออกให้หมดก่อนใส่น้ำใหม่ลงไป เติมเกลือและใส่แร่ธาตุรวมเหมือนเดิม ส่วนอาหารสำหรับใช้เป็นอาหารสำเร็จรูปของปลาดุกเม็ดเล็ก ใบมะละกอใส่ทั้งใบ (หอยปังชอบมาก) ไม่ควรให้บ่อยเพราะน้ำจะเสียเร็ว และเมื่อเข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์ หอยปังที่ไข่จะต้องมีอีกตัวมาประกบคู่อยู่ด้วยกันสักพัก แล้วอีกตัวก็จะขึ้นไปวางไข่ทันที ราคาของหอยปัง ก้อยหอยปัง 

10
ภาพจาก bit.ly/2toKTsr

 อย่างที่กล่าวว่า “หอยปัง” สามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายที่ฮิตสุดก็คือ “ก้อย” ราคาทั่วไปสำหรับพ่อแม่พันธุ์คู่ละ 50 บาท ส่วนจำหน่ายแบบเป็นกิโลกรัมๆ 100 บาท ซึ่งปริมาณของ หอยปังก็ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของหอยปังและสภาพแวดล้อมที่เลี้ยงภายในบ่อ รวมกับปริมาณการเลี้ยง ซึ่งในการเลี้ยงแรกๆ อาจมีรายได้ไม่มากแต่ก็พอหมุนเวียนนำมาใช้เป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวและเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น เข้าใจธรรมชาติของหอยปังมากขึ้น อาจทำให้เลี้ยงได้ง่ายขึ้น มีผลผลิตมากขึ้น สร้างรายได้ที่มากขึ้นให้กับเกษตรกรด้วย

ที่มา www.thaismescenter.com/

เลี้ยงจิ้งหรีด รายได้ดีหลักหมื่นต่อเดือน

เลี้ยงจิ้งหรีดรายได้ดีหลักหมื่นต่อเดือน

จิ้งหรีด" เลี้ยงง่ายรายได้ดี - SARAKASET.COM

เลี้ยงตามลำดับขั้นตอนดังนี้

โรงเรือน บ่อปูน บ่อพสาติก วงท่อ กล่องลัง

อาหาร อาหารสำเร็จรูป ผัก ผักบุ้ง ฝักทอง ต้นกล้วย

ศัตรู มด หนู จิ้งจก การตาย อากาศร้อน โรคท้องร่วง

ระยะเวลา 6 สัปดาห์

5.ความหมายเสียงร้องจิ้งหรีด - ADECS_5901222020

การฝักไข่และอบ (1-10วัน)

1.นำขุยมะพร้าวหมาดๆ รองไข่11-2วัน นำไปเตรียมพักตัวอีก 7-10วัน ไม่ให้ขุยมะพร้าวแห้งเกินไประหว่างพักไข่

2.ทำความสะอาดบ่อ ล้างบ่อฆ่าเชื้อพร้อมใช้เลี้ยง

3.ถ้าเป็นบ่อพาสติก รองก้นบ่อขาตู้กันมดเข้าบ่อแล้วนำแผงไข่ที่อบแล้วไปวางในบ่อ

ขนาดเล็ก (7-20วัน )

5.ออกไข่ดูแลอย่างดี พ่นน้ำ กาบกล้วยช่วยให้น้ำ

6.พ่นน้ำบริเวณขอบบ่อ เช้า กลางวัน เย็น ให้เป็นระยะครบ20วัน

7.ครบเปลี่ยนเป็นท่อน้ำ และเป็นถาดอาหาร ให้อาหารผงละเอียด

6.โรยอาหารผงบางๆบนแผงไข่ไม่ 1-2 กำมือ ให้ทั่ว2-3วันโรยที ในช่วง20วัน

ขนาดกลาง (20-45วัน)

7.ให้อาหารสำเร็จ ปันหมาดเปี๊ยก ให้จิ้งหรีดจะกินได้ดี กว่าแห้ง

8.เสริมพืชใบไม้. เพื่อการเจริญเติบโตดีสัปดาห์ละ2ครั้ง ออกปี30% ให้ฝักทอง

9.เก็บรองไข่จิ้งหรีด 1 สัปดาห์ก่อนจับจิ้งหรีดไปขาย จิ้งหรีดจะมีไข่เต็มทองและให้ฝักทองอย่างน้อย 1-2วัน

ขายจิ้งหรีด ไข่จิ้งหรีด อาหารถุง แปรรูปจิ้งหรีด


เลี้ยงจิ้งหรีดรายได้ดี

เลี้ยงจิ้งหรีดรายได้ดี

 เป็นแมลงที่มีลักษณะปากเป็นแบบปากกัด มีตารวมหนวดยาวขาคู่หลังมีขนาดใหญ่และแข็งแรง เพศเมียปีกเรียวและมีอวัยวะวางไข่ยาวแหลมคล้ายเข็มยื่นออกมาจากส่วนท้อง เพศผู้มีปีกคู่หน้าย่นสามารถทำเสียงได้ จิ้งหรีดจัดเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่พบได้ในทุกภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะเขตร้อนอย่างประเทศไทย จิ้งหรีดมักกัดกินต้นกล้าของพืช ใบพืช ส่วนที่อ่อนๆ เป็นอาหาร จิ้งหรีดมีหลายชนิด หลายขนาดแตกต่างกันไปตามพฤติกรรมลักษณะพิเศษของจิ้งหรีดที่แตกต่างจากแมลงชนิดอื่นอย่างโดดเด่นและสังเกตได้ง่ายคือ การส่งเสียงร้องและการผสมพันธุ์ที่เพศเมียจะคร่อมบนเพศผู้เสมอ

วิธีเลี้ยงจิ้งหรีด ด้วย “กากงาดำ” ได้ผลผลิตดี และการแก้ปัญหา ...

ปัจจุบันคนนิยมบริโภคจิ้งหรีดเป็นอาหาร เพราะมีโปรตีนสูง ปลอดสารพิษ ในธรรมชาติจะหาจิ้งหรีดมาเพื่อบริโภคได้ไม่มากนัก บางฤดูมีมาก บางฤดูแทบจะหาไม่ได้เลย เช่นฤดูหนาว จิ้งหรีดจะขนายพันธุ์ช้า หากมีการจัดการที่ดี จะมีจิ้งหรีดไว้บริโภคหรือจำหน่ายได้ตลอด

ชนิดของจิ้งหรีด

จิ้งหรีดที่พบในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มี 5 ชนิด

1. จิ้งหรีดดำ ลำตัวกล้างประมาณ 0.70 ซม. ยาวประมาณ 3 ซม. ตามะรรมชาติมี 3 สี คือ สีดำ สีทอง สีอำพัน โดยลักษณะที่เด่นชัดคือ จะมีจุสีเหลืองที่โคนปีก 2 จุด

2. จิ้งหรีดทองแดง ลำตัวกว้างประมาณ 0.60 ซม. ยาวประมาณ 3 ซม. มีลำตัวสีน้ำตาล เพศผู้มีสีเข้มกว่าเพศเมีย ส่วนหัวเหนือขอบตารวมต้านบนแต่ละด้านมีแถบสีเหลือ มองดูคล้ายหมวกแก๊ป มีความว่องไวมาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกจิ้งหรีดนี้เป็นภาษาถิ่นว่า จินาย อิเจ๊ก จิ้งหรีดม้า เป็นต้น

3. จิ้งหรีดเล็ก มี ขนาดเล็กที่สุด สีน้ำตาล บางท้องที่เรียกว่า จิลอ จิ้งหรีดผี หรือ แอ้ด เป็นต้น ลักษณะคล้ายจิ้งหรีดพันธุ์ทอดแดง แต่มีขนาดเล็กกว่า โดยขนาดประมาณหนี่งในสามของจิ้งหรีดพันธุ์ทองแดง

4. จิ้งโก่ง เป็นจิ้งหรีดขนาดใหญ่ สีน้ำตาล ลำตัวกว้างประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 3.50 ซม. ชอบอยู่ในรูลึก โดยจะขุดดินสร้างรังอาศัยได้เอง และพฤติกรรมชอบอพยพย้ายที่อยู่เสมอ มีชื่อเรกแตกต่างกันไป เช่น จิโปม จิ้งกุ่ง เป็นต้น

5. จิ้งหรีดทองแดงลาย มี 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีปีกครี่งตัว และชนอดที่มีปีกยาวเหมือนจิ้งหรีดทั่วไป ตัวเต็มวัยสีน้ำตาลเข้ม ลำตัวกว้างประมาณ 0.53 ซม. ยาวประมาณ 2.05 ซม. ตัวเต็มวัยเหมือนพันธุ์ทองดแดงแต่เล็กกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง

ประโยชน์การเลี้ยงจิ้งหรีด

1. เป็นทางเลือกหนึ่งในการประกอบอาชีพ
2. เพื่อส่งเสริมให้มีอาหารปลดสารพิษไว้บริโภค
3. เป็นกิจกรรมยามว่าง ส่งเสริมสุขาพจิต โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ
4. เป็นอาหารสัตว์ เช่น ไก่ กบ เป็น ปลา และอื่น ๆ
5. ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง (จิ้งหรีดกระป๋อง)
6. เพื่อการกีฬา เช่น ใช้เป็นเหยื่อตกปลา

ชีววิทยาของจิ้งหรีด

จิ้งหรีดพันธุ์ทองแดงลาย รูปร่างลักษณะเป็นจิ้งหรีดขนาดเล็ก ตัวเต็มวัยสีน้ำตาลเข้มลำตัวกล้างงบประมาณ 0.53 ซม. ยาวประมาณ 2.05 ซม. ตัวเต็มวัยเหมือนพันธุ์ทอดงแดงลายแต่เล็กกว่า ประมาณครึ่งหนึ่ง ลักษณะนิสัย กินอาหารเก่ง โตไว ไม่ชอบบินเดินนุ่มนวลน่ารัก

วงจรชีวิต

ไข่ มี สีขาวนวล ลักษณะเรียวยาวคล้ายเม็ดข้าวสาร ไข่เมื่อฟักนาน ๆ จะมีสีเหลือ และดำ ก่อนจะฟักออกเป็นตัวอ่อน ใช้เวลาประมาณ 13 -14 วัน ถ้าเป็นฤดูหนาวประมาณ 20 วัน ตัวอ่อน ฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ มีสีครีมต่อมาเปลี่ยนเป็นสีดำและมีลายม่วง มีการลอกคราบ7 ครั้ง ระยะตัวอ่อนประมาณ 40 วัน ตัวเต็มวัย อายุ 40 วันขึ้นไป มีสีน้ำตาลเข้ม ตัวเล็กกว่าพันธุ์ทองแดง

มข. แก้จน หนุนเกษตรกรกาฬสินธุ์ทำฟาร์มจิ้งหรีดให้ได้มาตรฐาน GAP ทำ ...

ความแตกต่างของเพศผู้และเพศเมีย

เพศผู้ ปีกคู่หน้าย่น สามารถทำให้เกิดเสียงได้ โดยใช้ปีกคู่หน้าถูกัน เสียงที่จิ้งหรีดทำขึ้นเป็นการสื่อสารที่มีความหมายของจิ้งหรีดเพศเมีย ปีกคู่หน้าเรียบ และมีอวัยวะวางไข่ยาวแหลม คล้ายเข็มยาวประมาณ 1.50 ซม. การทำเสียงของเพศผู้ เกิดจากการใช้ปีกคู่หน้าถูหรือสีกัด ปกติปีกจะทัยกันเหนือลำตัวเพศผู้ปีกขวาจะทับปีกซ้าย ส่วนเพศเมียปีกซ้ายจะทัยปีกขวา เวลาร้องจะยกปีกคู่หน้าขึ้นใช้ขอบของโคนปีกซ้ายูหรือสีกับฟันซี่เล็ก ๆ ที่เรียงกันเป็นแถวที่โคนด้านในของปีกขวาพร้อม ๆ กับการโยกตัว เสียงร้องจะบ่งบอกถึงพฤติกรรมของจิ้งหรีดในขณะนั้น เช่น

ลักษณะ

แสดงพฤติกรรม

1. กริก…กริก…กริก…นานๆ อยู่โดนเดี่ยว ต้องการหาคู่ หรือหลงบ้านบางครั้งพเนจรร้องไปเรื่อย ๆ
2. กริก…กริก…กริก..เบา ๆ และถี่ ติดต่อกัน ต้องการผสมพันธุ์ ตัวผู้จะท้ายหลังเข้าหาตัวเมีย เพื่อขึ้นคร่อมรับการผสมพันธุ์
3. กริก…กริก…กริก..ยาวดัง ๆ 2 – 3 ครั้ง โกรธ หรือแย่งความเป็นเจ้าของ
4. กริก…กริก..กริก..ลากเสียงยาว ๆ ประกาศอาณาเขต หาที่อยู่ได้แล้ว

การผสมพันธุ์

เมื่อลอกคราบเป็นตัวเต็ววัยประมาณ 3-4 วัน ก็จะเริ่มผสมพันธุ์ ตัวผู้จะส่งเสียงเรียกหาตัวเมีย ตอนแรกจะส่งเสียงเรียกหาตัวเมีย ตอนแรกจะส่งเสียงดังและร้องเป็นช่วงยาว ๆ เพื่อให้ตัวเมียเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ จิ้งหรีดจะอาศัยเสียงร้องเท่านั้น จึงจะเห็นเพศตรงข้าม เนื่องจากสายตาไม่ดี หนวดรับการสัมผัสไม่ค่อยดี จะสังเกตได้ เมื่อตัวเมียเกาะอยู่นิ่ง ๆ ตัวผุ้จะเดินผ่านไปทั้ง ๆ ตัวเมียอยู่ใกล้ เมื่อพบตัวเมียแล้วเสียงร้องจะเบาลงเป็นจังหวะสั้น ๆ กริก..กริก..กริก.. ถอยหลังเข้าหาตัวเมีย เพื่อให้ตัวเมียขึ้นคร่อมรับการผสมพันธุ์ ใช้เวลาประมาณ10 – 15 นาที โดยตัวผู้จะยื่นอวัยวะเพศแทงไปที่อวัยวะเพศเมีย แล้วปล่อยถุงน้ำเชื้อมีลักษณะปลายเป็นลูกศรออกไปติดที่อวัยวะเพศเมีย หลังจากนั้น ถูงนำเชื้อจะฝ่อลง ตัวเมียจะใช้ขาเขี่ยถุงน้ำเชื้อทิ้งไป

การวางไข่

หลังากผสมพันธุ์แล้ว 3- 4 วัน ตัวเมียจะเริ่มวางไข่โดยใช้อวัยวะที่ยาวแหลมคล้ายเข็มความยาวประมาณ 1.50 ซม. แทงลงไปในดินลึก 1-1.50 ซม. และวางไข่เป็นกล่ม ๆ ละ3 – 4 ฟอง ตัวเมีย 1 ตัว จะวางไข่ได้ประมาณ 1,000 – 1,200 ฟอง ปริมาณไข่สูงสุดช่วงวันที่ 15 -16 นับจากการผสมพันธุ์ จากนั้นไข่จะลดลงเรื่อย ๆ จนหมดอายุขัย

วัสดุ อุปกรณ์การเลี้ยงจิ้งหรีด

1. บ่อจิ้งหรีด วัสดุที่จะนำมาเป็นสถานที่เพาะเลี้ยง เช่น บ่อซีเมนต์ กะละมัง ปิ๊ป โอ่ง ถังน้ำ เป็นต้น
2. เทปกาวใช้ติดรอบในด้านบนเพื่อป้องกันไม่ให้จิ้งหรีดออกนอกบ่อ ใช้พลาสติกกว้างประมาณ 5 ซม. ให้ยาวเท่าเส้นขอบวง
3. ยางรัดปากวง ใช้ยางในรถจักรยานยนต์ ตัดให้มีขนาดกว้างน้อยกว่าขอบวงด้านนอกเพื่อความสะดวกเมื่อเวลายืดรัดตาข่ายกับขอบวง
4. ตาข่ายไนล่อนสีเขียว เป็นตาข่ายสำหรับปิดปากบ่อจิ้งหรีดป้องกันการบินหนีของจิ้งหรีดและป้องกันศัตรูเข้าทำลายจิ้งหรีดตัดให้มีขนาดใหญ่กว่าบ่อจิ้งหรีดเล็กน้อย
5.วัสดุรองพื้นบ่อ ใช้แกลบใหม่ๆ รองพื้นหนาประมาณ 1 ฝ่ามือ
6.ที่หลบภัย ใช้เป็นที่หลบซ่อนตัว อาศัยอยู่ เช่น ถาดไข่ชนิดที่เป็นกระดาษ ไม้ไผ่ตัดเป็นท่อนๆ เข่งปลาทู
7. ถาดให้อาหาร ควรเป็นถาดที่ไม่ลึกมาก เพื่อให้จิ้งหรีดได้กินอาหารได้สะดวก
8. ภาชนะให้น้ำ ใช้ที่ให้น้ำสำหรับลูกไก่และต้องมีหินวางไว้สำหรับให้จิ้งหรีดเกาะได้ไม่ตกน้ำ
9. ถาดไข่ สำหรับใช้เป็นที่วางไข่โดยใช้ขันอาบน้ำทั่ว ๆ ไป วัสดุที่ใส่ ใช้ขี้เถ้าแกลบดำ รดน้ำให้ชุ่ม

การจัดการ

1. สถานที่เลี้ยง ต้องป้องกันแสงแดดและฝนได้ อากาศถ่ายเทได้สะดวก เช่น โรงเรือนเลี้ยง ใต้ถุนบ้าน ชายคา บ้าน เป็นต้น
2. พ่อแม่พันธุ์จิ้งหรีด ได้จากจิ้งหรีดตัวเต็มวัยที่ผสมพันธุ์แล้ว โดยไม่ต้องคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ ใน 1 บ่อ มี ประมาณ 8,000 ตัว
3. การขยายพันธุ์ วางถาดไข่สำหรับวางไข่ 4-6 อัน ย้ายถาดไข่ออกวางถาดไข่อันใหม่อีก 4-6 อัน จะได้จิ้งหรีด ที่เป็นรุ่นเดียวกัน ใน 1 บ่อ สามารถวางถาดไข่ได้ 2-3 ครั้ง
4. การให้น้ำให้ดูขวดที่ใส่น้ำถ้าแห้งให้เติมใหม่ ถ้าสกปรกให้ล้างออก หรือใช้ต้นกล้วยดิบตัดเป็นท่อนๆ แตงกวา ชนิดต่างๆ เช่น แตงกวา แตงโม น้ำเต้า ให้จิ่งหรีดดูดกินน้ำ เมื่อตัวเล็กๆ
5. การให้อาหาร อาหารหลักได้แก่ผักชนิดต่างๆ เช่นผักกาด กะหล่ำ หญ้า มะละกอ อาหารรองใช้อาหารไก่เล็ก ผสมกับแกลบอ่อน อัตรา 1: 1 เมื่อจิ้งหรีดอายุ 40-50 วัน พร้อมที่จะนำมาบริโภคและจำหน่ายต่อไป
6. เมื่อจับจิ้งหรีดในบ่อแล้ว ให้ทำความสะอาดบ่อเลี้ยงโดยการเก็บวัสดุรองพื้นบ่อออกให้หมด ส่วนขวดน้ำ ถาดอาหาร ถาดไข่ ที่หลบภัย ทำความสะอาดสามารถนำมาใช้ได้อีกค่าตอบแทน

โรคและศัพตรูของจิ้งหรีด

จิ้งหรีดเป็นแมลงที่ไม่ค่อยมีโรคและศัตรูรบกวนมากนัก ควรป้องกันไว้ก่อนดีกว่าการกำจัด ซึ่งจะเป็ฯอันตราต่อจิ้งหรีดและผู้บรืโภคโรคทางเดินอาหาร เกิดจากจิ้งหรีดได้รับอาหารที่ไม่สะอาด เกิดเชื้อรา วิธีป้องกัน คือ การให้อาหารที่มีจำนวนพอเหมาะกับจำนวนจิ้งหรีดเมื่อเก็บผลผลิตหมดแล้วควรทำ ความสะอาดบ่อก่อนนำจิ้งหรีดรุ่นใหม่มาเลี้ยงสัตว์ศัตรู เช่น มด จิ้งจก ไร แมงมุน ป้องกันโดยโช้ตาข่ายคลุมให้มิดชิด

ต้นทุน การเลี้ยง 1 บ่อ ไม่รวมอุปกรณ์การเลี้ยง

– ค่าอาหารไก่ 3 กก. ละ 16 บาท รำอ่อน 3 กก. ๆละ 8 บาท รวม 72 บาท
– ค่าแรงในการจัดการเลี้ยง 100 บ่อ แต่ละรุ่นใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 2 เดือน คิดเฉลี่ยทำงานวันละ 1 ชม. = 7.5 วัน คิดเป็นเงิน 9.75 บาท
– ค่าพันธุ์จิ้งหรีด 120 บาท รวมบ่อละ 201.75 บาท

รายได้ จิ้งหรีด 1 บ่อ จะได้ประมาณ 2-3 กก. ๆละ 150-200 บาท รวมบ่อละ 300-600 บาทถาดไข่ 4 อันๆละ 60 บาท รวม 240 บาท รายได้ 1 บ่อ ประมาณ 338.25-638.25 บาท

เลี้ยงจิ้งหรีดรายได้ครึ่งแสน

เลี้ยงจิ้งหรีดรายได้ครึ่งแสน

จิ้งหรีด” คืออะไร และเลี้ยงอย่างไร – ปศุศาสตร์ นิวส์
จิ้งหรีด (Cricket) เป็นแมลงเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่นิยมเลี้ยง และนำมาบริโภคทั่วทุกภาคของประเทศเนื่องจากมีรสชาติอร่อย กรอบ มัน และมีคุณค่าทางอาหารสูง

ในอดีตมีการจับจิ้งหรีดธรรมชาติมาบริโภคภายในครัวเรือนหรือส่งจำหน่ายตามชุมชนเท่านั้น แต่เนื่องด้วยเป็นแมลงที่เมื่อนำมาทอดแล้วมีรสกรอบ มัน ทำให้มีคนชื่นชอบมาก จนปัจจุบันมีการเพาะจิ้งหรีดจำหน่ายเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ และความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน


ลักษณะทั่วไป

จิ้งหรีด เป็นแมลงที่มีลำตัวขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ขาคู่หลังส่วนต้นมีขยายใหญ่ และแข็งแรง ใช้สำหรับกระโดด ขาคู่หน้ามีขนาดเล็กกว่าขาคู่หลังมาก ใช้สำหรับเดิน และเขี่ยอาหาร มีหนวดยาว 2 เส้น ขนาดเท่าเส้นผมคนเรา ความยาวหนวดประมาณ 3-5 ซม. และมากกว่าลำตัว หนวดมีหน้าที่รับความรู้สึก และรับกลิ่นอาหาร มีปากเป็นแบบกัดกิน ปีกขวาทับปีกซ้าย ปีกคู่หน้าปกคลุมด้วยฟิล์มบางๆ

พันธุ์จิ้งหรีดที่พบในไทย

ชนิดจิ้งหรีด จิ้งหรีดที่พบในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มี 4 ชนิด ดังนี้

1. จิ้งโกร่ง (Brachtrupes Portentosus Lichtenstein)

จิ้งหรีดชนิดนี้ บางพื้นที่เรียก จิโปม, จิ้งกุ่ง, จินาย เป็นต้น เป็นจิ้งหรีดขนาดใหญ่ ประกอบด้วยส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง ลำตัวทุกส่วนมีสีน้ำตาล ยกเว้นขาคู่หลังส่วนบนมีสีเหลือง และส่วนท้องมีสีครีม โตเต็มวัยลำตัวกว้างประมาณ 1 ซม. ยายประมาณ 3.5-4.0 ซม. มีหนวดยาว ขุดรูตามดินร่วนปนทราย ภายในรูที่ความลึก 5-10 ซม. มีรูแยก 1 รู เพื่อหลบภัย บริเวณรอยแยกของรูเป็นโพรงใหญ่สำหรับเก็บอาหาร รูหลักยาวประมาณ 30-50 ซม. ลึกประมาณ 20-30 ซม. กลางวันจะปิดปากรู และอาศัยอยู่ภายใน กลางคืนออกหากิน และส่งเสียงร้องดัง

2.จิ้งหรีดทองดำ (Gryllus Bimaculatus Degeeer)

เป็นจิ้งหรีดขนาดกลาง บางพื้นที่เรียก จิโหลน ประกอบด้วยส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง ลำตัว และปีกมีสีดำหรือน้ำตาลปนดำทั้งตัว โตเต็มวัยลำตัวกว้างประมาณ 0.6-0.7 ซม. ยาวประมาณ 2.8-3.0 ซม. มีหนวดยาว ตัวผู้ส่วนหัว และอกมีสีดำ ปีกคู่หน้าย่น ปีกมีสีน้ำตาลออกเหลืองเล็กน้อย โดยเฉพาะโคนปีกที่มีสีเหลืองแกม ส่วนตัวเมียส่วนหัว และอกมีสีดำ ปีกคู่หน้าเรียบ ปีกมีสีดำสนิท โคนปีกมีแต้มสีเหลือง 2 จุด ปลายปีคู่หลังทั้งตัวผู้ตัวเมียยื่นยาวมากกว่าลำตัว ปลายท้องมีแพนหางยาว 1 คู่ ชอบอาศัยตามกองไม้ กองใบไม้ ร่องดิน ออกหากินในเวลากลางคืน และไม่ขุดรูอาศัย

3.จิ้งหรีดทองแดง (Teleogryllus Testaceus Walker)

บางพื้นที่เรียก จิ้งหรีดนิล หรือ จินาย หรือ จิ้งหรีดพม่า เป็นจิ้งหรีดขนาดกลาง ประกอบด้วยส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง โตเต็มวัยลำตัวกว้างประมาณ 0.5-0.6 ซม. ยาวประมาณ 2.5-2.80 ซม. ลำตัวทุกส่วนมีสีน้ำตาลเข้ม บริเวณหัวเหนือขอบตามีแถบสีน้ำตาลเข้มรูปตัว V ตัวผู้มีสีลำตัวทุกส่วนเข้มกว่าตัวเมีย ด้านล่างท้องมีสีครีม เคลื่อนที่ได้ว่องไว ชอบอาศัยตามกองไม้ กองใบไม้ ร่องดิน ออกหากินในเวลากลางคืน และไม่ขุดรูอาศัย

4.จิ้งหรีดทองลาย (Modicogryllus Confirmata Walker)

จิ้งหรีดทองลาย หรือ นิยมเรียกว่า แมงสดิ้ง ตัวผู้ และตัวเมียมีอายุเต็มวัย 38-60 วัน เป็นจิ้งหรีดขนาดกลาง ประกอบด้วยส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง ลำตัวทุกส่วนมีสีเหลืองแกมน้ำตาล มีลักษณะสีเป็นลาย ลำตัวกว้างประมาณ 0.4-0.55 ซม. ยาวประมาณ 2.0-2.5 ซม. ตัวเมียลำตัวมีสีน้ำตาลปนเหลือง ปีกคู่หน้าเรียบมีสีน้ำตาลเป็นลายเส้นชัดเจน ปีกคลุมปลายท้องไม่มิด มีอวัยวะวางไข่คล้ายเข็มสีน้ำตาล  ยาวประมาณ 1.2 เมตร ยาวกว่าแพนหางเล็กน้อย ตัวผู้มีสีลำตัวเข้มกว่าตัวเมีย และมีลายแต้มที่หัว ปีกคู่หน้าย่น ปลายท้องมีแพนหาง จิ้งหรีดชนิดนี้ ชอบอาศัยตามกองไม้ กองใบไม้ ร่องดิน ออกหากินในเวลากลางคืน และไม่ขุดรูอาศัย



วงจรชีวิต และพฤติกรรม

ระบบสืบพันธุ์

เพศผู้มีอัณฑะ 1 คู่ และมีต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิสีขาวขุ่น น้ำอสุจิที่ถูกสร้างจำถูกนำผ่านท่อน้ำอสุจิมาเก็บไว้ที่ถุงพักน้ำอสุจิ และจะถูกนำออกทางท่อน้ำเชื้ออสุจิขณะผสมพันธุ์ ส่วนเพศเมียมีรังไข่สีเหลือง 1 คู่ และมีท่อนำไข่ สำหรับนำไข่มารวมกันที่ท่อกลาง รวมถึงพบถุงเก็บน้ำเชื้ออสุจิจากเพศผู้หลังการผสมพันธุ์ ไข่จะถูกนำออกจากท่อนำไข่ผ่านเข้าฉีดเชื้ออสุจิก่อนไข่ตกออกมา

การสืบพันธุ์

ตัวผู้ และตัวเมียสามารถเริ่มผสมพันธุ์ได้หลังจากวางไข่ประมาณ 3-4 วัน การผสมพันธุ์ เริ่มด้วยตัวผู้ส่งเสียงเรียกตัวเมียให้เข้ามาผสมพันธุ์ ช่วงแรกจะร้องเสียงยาว และดังนานเป็นช่วงๆ เมื่อตัวเมียมาใกล้จะเปลี่ยนเป็นเสียงร้องเบาฯ และถี่สั้น

การผสมพันธุ์ของจิ้งหรีดมี 2 แบบ คือ ตัวเมียจะขึ้นคร่อมบนหลังตัวผู้ หรือ ตัวเมีย และตัวผู้หันหลังเข้าหากัน ซึ่งจะใช้เวลาผสมพันธุ์ประมาณ 10-15 วินาที แต่บางครั้งเมื่อตัวเมียไม่สนใจตัวผู้ก็มักจะไล่กัดกัน

การทำเสียง

เสียงจิ้งหรีดเกิดจากการใช้ขอบปีกคู่หน้าถูเสียดสีกันจนทำให้เกิดเสียง เสียงที่ทำขึ้นใช้เพื่อการสื่อสาร และช่วยดึงดูดเพศตรงข้ามเพื่อหาคู่ผสมพันธุ์

1.เสียง กริกฯ ดังนาน แสดงถึงการเรียกหาคู่

2.เสียง กริกฯ ดังเบา และถี่ แสดงถึงความต้องการผสมพันธุ์

3.เสียง กริกฯ ดังยาว 2-3 ครั้ง แสดงอาการโกรธ การต่อสู้ หรือ ให้ออกห่าง

4.เสียง กริกฯ ลากเสียงยาว แสดงถึงการบอกอาณาเขตของตน

การเคลื่อนไหว

การระวังภัยของจิ้งหรีดจะรับรู้จากแรงลม โดยใช้เส้นขนบริเวณลำตัวเป็นตัวรับความรู้สึก พร้อมมีการเคลื่อนไหวตอบสนอง มี 3 แบบคือ การกลับตัว การกระโดด และการวิ่ง หากได้รับลมทางด้านหลัง จิ้งหรีดจะกลับตัวก่อน แล้วค่อยกระโดด



การวางไข่

หลังจากผสมพันธุ์ 2-3 วัน ตัวเมียจะเริ่มวางไข่ โดยจะการวางไข่ไว้ใต้ดินที่มีความชื้น ดินมีความร่วนซุย โดยใช้อวัยวะวางไข่ลักษณะเรียวแหลม คล้ายเข็ม ยาวประมาณ 1.5 ซม. แทงลงในดินลึก 1.0-1.5 การวางไข่ 1 ชุด ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชม. วางไข่เป็นชุดๆประมาณ 25 ชุด แต่ละชุดใช้เวลาประมาณ 3-4 นาที ตัวเมีย 1 ตัว สามารถวาไข่ได้มากกว่า 1000 ฟอง ไข่จะฟักเป็นตัวหลังจากวางไข่ได้ประมาณ 7 วัน

นอกจากนั้น ยังพบจิ้งหรีดชนิดที่มีอวัยวะวางไข่ ยาวจะมีการวางไข่ในดิน จิ้งหรีดที่มีอวัยวะวางไข่เป็นรูปดาบ ขอบเป็นฟันเลื่อยจะวางไข่บนพืชที่อ่อนนุ่ม และพวกที่อวัยวะวางไข่ขอบเป็นฟันแข็งจะวางไข่บนพืชที่มีลักษณะหยาบ

ลักษณะตัวอ่อน

ตัวอ่อนทีขนาดทุกส่วนของลำตัวที่เล็กกว่าตัวเต็มวัย ปีกงอกสั้น และมีสำลำตัว และสีปีกจาง เจริญเติบโต และมีการลอกคราบเฉลี่ยประมาณ 5-14 ครั้ง ก่อนเข้าสู่ตัวเต็มวัย

ระยะตัวเต็มวัย

ระยะตัวเต็มวัยมีอวัยวะครบทุกส่วนเห็นได้ชัดเจน แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

1.ส่วนหัว ประกอบด้วย หนวด 1 คู่ ตา 1 คู่ และส่วนปาก ส่วนนี้เชื่อมติดกับอกด้วยเนื้อเยื่อ และอวัยวะระบบทางเดินอาหาร ทำให้ส่วนหัวเคลื่อนเคลื่อนขึ้นลง ซ้ายขวาได้ มีหนวดเป็นอวัยวะรับสัมผัส และรับกลิ่น

2.ส่วนอก ประกอบด้วย ปีก 2 คู่ ขา 3 คู่ และส่วนท้องที่เป็นระบบทางเดินอาหาร และอวัยวะสืบพันธุ์



อาหาร และการหาอาหาร

จิ้งหรีดตัวอ่อน และตัวเต็มวัยชอบหลบซ่อนตัวในเวลากลางวันตามกอหญ้า รอยแตกของดิน หรือใต้กองไม้ เศษใบไม้ หรือต้นพืชแห้ง กลางคืนจะออกหาอาหารบริเวณใกล้กับแหล่งอาศัย โดยกัดกินต้นอ่อนของพืชเป็นอาหารหลัก

วงจรชีวิตของจิ้งหรีดทองแดง

ไข่ ไข่จิ้งหรีดมีสีเหลือง อยู่รวมกันเป็นกลุ่มภายในดิน มีลักษณะเรียวยาว คล้ายเม็ดข้าว กว้างประมาณ 0.005 ซม. ยาวประมาณ 0.2 ซม. ระยะไข่มีเวลาประมาณ 7 วัน ก่อนฟักเป็นตัว
ตัวอ่อน ตัวอ่อนจิ้งหรีดระยะแรกลำตัวจะมีสีครีม แล้วค่อยๆเปลี่ยนสีเข้มข้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีสีน้ำตาล ตามด้วยหนวดที่ค่อยๆเจริญยาวตามวัย ปีกค่อยๆเจริญ แต่ยังปิดส่วนท้องไม่มิด หรือเรียกระยะนี้ว่า เสื้อกั๊ก ระยะเจริญของตัวอ่อนประมาณ 30-40 วัน ก่อนเป็นตัวเต็มวัย
ตัวเต็มวัย เมื่อเจริญจนตัวเต็มวัย ลำตัว และปีกมีสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลปนดำ ลำตัวกว้าง 0.6-0.7 ซม. ความยาวจากหัวถึงท้ายประมาณ 2.24 ซม. มีหนวดยาว เพศผู้ปีกคู่หน้าย่น ส่วนเพศเมียปีกคู่หน้าเรียบ ทั้งเพศผู้ และเพศเมียมีแพนหาง ยาว 1 คู่ เพศเมียมีอวัยวะวางไข่ ยื่นยาวคล้ายเข็ม
วงจรชีวิตของจิ้งหรีดทองดำ

ระยะไข่ และตัวอ่อน มีลักษณะเหมือนจิ้งหรีดทองแดง
ตัวเต็มวัย เมื่อตัวอ่อนเจริญเต็มที่ สีลำตัว และปีกจะเปลี่ยนเป็นสีดำ หรือสีน้ำตาลเข้มปนดำ ช่วงกว้างลำตัวประมาณ 0.7 ซม. ส่วนหัวถึงท้ายยาวประมาณ 3 ซม. ปลายปีกคู่หลังยื่นยาวเลยท้ายลำตัว และส่วนของท้องมีแพนหางยาว 1 คู่ เพศผู้มีปีกคู่หน้าย่น โคนปีกมีจุดสีเหลือง ส่วนเพศเมีย ปีกคู่หน้าเรียบ สีดำ มีอวัยวะวางไข่ยาว แหลมยาวคล้ายเข็ม

การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด

จิ้งหรีดสามารถนำมาเลี้ยงขยายพันธุ์ได้ทุกพันธุ์ แต่พันธุ์ที่รู้จักกันแพร่หลายมี 2 ชนิด ได้แก่ จิ้งหรีดพันธุ์ทองดำ และพันธุ์ทองแดง

อุปกรณ์การเลี้ยงจิ้งหรีด

1.บ่อเลี้ยง บ่อเลี้ยงอาจเป็นวัสดุประยุกต์ต่างๆ เช่น กะละมัง ถังน้ำ (เลี้ยงจำนวนน้อย) แต่โดยทั่วไปนิยมใช้บ่อซีเมนต์สำเร็จรูปหรือการก่ออิฐเป็นสี่เหลี่ยม หรือใช้แผ่นพลาสติกตียึดกับโครงไม้ เพราะจะได้พื้นที่มากพอสำหรับการเลี้ยงจิ้งหรีดจำนวนมาก หากเลี้ยงหลายบ่อควรให้มีระยะห่างของบ่อ ประมาณ 1 เมตร หรือมีระยะที่สามารถเดินเข้าออกได้สะดวก

2.ผ้าเขียวหรือลวดตาข่าย ผ้าเขียวหรือลวดตาข่ายจะใช้สำหรับครอบปิดปากบ่อเพื่อป้องกันจิ้งหรีดไต่หรือกระโดดออกจากบ่อ และป้องกันศัตรูของจิ้งหรีด เช่น จิ้งจก ตุ๊กแก นก เป็นต้น โดยทั่วไปจะใช้ผ้าเขียวจะให้ผลดีสุดทั้งป้องกันจิ้งหรีดออก และป้องกันศัตรูจิ้งหรีดได้ดี มีราคาถูก ใช้ และรื้อง่าย โยควรมีขนาดที่คลุมมิดทั้งปากบ่อที่สามารถใช้เชือกรัดปิดรอบบ่อได้

3.วัสดุหลบซ่อน วัสดุหลบซ่อนจะใช้วางในบ่อเลี้ยงเพื่อให้จิ้งหรีดหลบซ่อนตัว และให้ความอบอุ่น เช่น กาบมะพร้าว อิฐบล็อกมีรู หญ้าแห้ง ถาดกระดาษรองไข่ เป็นต้น

4.ถาดน้ำ และถาดอาหาร ถาดน้ำควรมีลักษณะทรงสี่เหลี่ยมด้านขนาน กว้างประมาณ 5 ซม. สูงประมาณ 3-5 ซม. และยาวตั้งแต่ 10 ซม. ขึ้นไป วางในบ่อ 3-5 อัน ตามจำนวนที่เลี้ยง ส่วนถาดอาหารควรมีลักษณะเป็นวงกลม เช่น ถาดอาหารทั่วไปตามท้องตลาด 1-2 ถาด

5.วัสดุรองพื้น วัสดุรองพื้นใช้สำหรับเป็นที่ซับน้ำ ซับมูล และรักษาอุณหภูมิที่พอเหมาะสำหรับการเลี้ยงจิ้งหรีด วัสดุที่ใช้ ได้แก่ ทราย หรือ ดินทราย หรือ แกลบ

การจัดการบ่อเลี้ยง

การใส่วัสดุ

– ใส่วัสดุรองพื้นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เช่น ทราย ดินทราย หรือแกลบ หากใส่หายอย่างมักจะใช้ดินทรายเป็นวัสดุรองพื้นเป็นชั้นแรก และอาจตามด้วยทรายหรือแกลบ โดยให้มีความหนาโดยรวมประมาณ 3-5 ซม. และควรเปลี่ยนถ่ายทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรุ่นการเลี้ยงใหม่ หรืออย่างมากไม่ควรเกิน 2 รุ่น/ครั้ง

– วัสดุหลบซ่อนสำหรับให้จิ้งหรีดหลบซ่อนหรือวางไข่ ได้แก่ อิฐมีรู หญ้าแห้ง ถาดกระดาษรองไข่ หญ้าแห้ง เป็นต้น ควรใส่ให้กินพื้นที่ประมาณร้อยละ 50-60 ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ วางวัสดุใส่อาหาร และพื้นที่ว่าง โดยจัดวางซ้อนกัน 2-3 ชั้น แต่ไม่ควรให้สูงเกิน 2 ใน 3 ของความสูงบ่อ โดยเฉพาะบริเวณขอบบ่อ

– วัสดุใส่น้ำ ควรมีให้ประมาณ 2-3 อัน แล้วแต่ขนาด ส่วนถาดอาหารควรมีประมาณอย่างน้อย 2 อัน ขึ้นกับจำนวนที่เลี่ยง และให้กินพื้นที่บ่อประมาณร้อยละ 20-30 ส่วนที่เหลือประมาณร้อยละ 20-30 จากพื้นที่ของวัสดุหลบซ่อน และจากวัสดุให้น้ำ และอาหาร ควรเป็นที่โล่ง ซึ่งจะใช้สำหรับกิจกรรมของจิ้งหรีดหรือใช้เพื่อวางอาหารชนิดหญ้าสด

การปล่อย และเลี้ยงจิ้งหรีด

การปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์

พ่อแม่พันธุ์ที่ใช้เลี้ยงจะต้องเป็นพ่อแม่พันธุ์ตัวเต็มวัยแล้ว 3-5 วัน โดยสังเกตจากปีกที่คลุมมิดส่วนท้องแล้ว ปีกมีลักษณะสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด ปีกไม่หัก หนวดมีครบทั้ง 2 เส้น ขามีสภาพสมบูรณ์ และครบทุกขา อัตราการปล่อยพ่อพันธุ์ : แม่พันธุ์ที่ 1 : 3

หลังการปล่อยพ่อแม่พันธุ์ประมาณ 3 สัปดาห์ ช่วงนี้จะมีการผสมพันธุ์ และวางไข่ จนถึงระยะที่จิ้งหรีดฟักออกเป็นตัวอ่อน ส่วนพ่อ-แม่พันธุ์ จะถึงอายุขัย และตายไปหมด ซึ่งต้องคอยกำจัดออกในช่วงนี้



การให้น้ำ และอาหาร

จิ้งหรีดเป็นแมลงที่กินพืชเป็นอาหารหลัก ประเภทยอดหญ้าอ่อนทุกชนิด เช่น หญ้าขน หญ้าลูซี่ ผักตบชวา ผักกาด เป็นต้น แต่เกษตรกรบางรายอาจเลี้ยงด้วยการให้อาหารเสริมควบคู่หรือให้อาหารเสริมเพียงอย่างเดียว เช่น อาหารสำเร็จรูปพวกอาหารไก่ อาหารปลา รำ ปลายข้าว

การให้อาหารเสริมจะให้ทุก 2 วัน/ครั้ง อย่าให้ขาด ส่วนหญ้าสดจะให้ทุกวัน พร้อมมั่นถ่ายน้ำทุกครั้ง สำหรับหญ้าหรือพืชสดที่ให้ควรมั่นตรวจสอบอย่าให้เน่า หากจิ้งหรีดกินไม่หมดภายในวันที่ 2 ควรเปลี่ยนถ่ายทิ้งออกไป และซากหญ้าของเก่าต้องกำจัดออกไปด้วยเสมอ

พื้นที่รอบบ่อ

เพื่อป้องกันสัตว์หรือแมลงชนิดอื่นที่อาจเข้ามาทำลายจิ้งหรีดหรือแย่งอาหารจิ้งหรีด เช่น มดชนิดต่างๆ นั้น จะต้องป้องกันด้วยการโรยผงกันแมลงหรือปูนขาวโดยรอบบ่อเลี้ยง และคอยมั่นตรวจสอบบริเวณโดยรอบเป็นประจำ

การจับจิ้งหรีด

จิ้งหรีดที่เลี่ยงจะสามารถจับจำหน่ายได้เมื่ออายุประมาณ 35 วัน ขึ้นไป หลังฟักออกจากไข่ ซึ่งวิธีการจับจะใช้การเปลี่ยนวัสดุหลบอาศัยหรือเป็นวัสดุที่ใส่ตั้งแต่ตอนแรกที่สามารถเก็บรวบรวมจิ้งหรีดขณะหลบซ่อนตัวได้ดี เช่น กระบออกไม่ไผ่หรือท่อพลาสติก ด้วยการปิดคลุมด้วยปลายด้านใดด้านหนึ่งให้มิดชิด เวลาจับจะใช้ปลายด้านที่เปิดเทภายใส่ภายในถุงผ้าที่ครอบปากไว้ แล้วค่อยๆเคาะให้จิ้งหรีดออก

ที่มา : http://pasusart.com/